การศึกษาหลักฐานทางประวัติศาสตร์แต่ละยุคสมัยจะแบ่งเป็น 2 ประเภท คือ หลักฐานที่เป็นลายลักษณ์อักษร คือหลักฐานที่เป็นตัวหนังสือโดยที่มนุษย์สมัยก่อนนั้นได้ทิ้งร่องรอยการขีดเขียนเอาไว้ และอาจจะเป็นตัวหนังสือประเภทต่าง ๆ ในรูปแบบศิลาจารึก ส่วนประเภทที่สองคือหลักฐานทางวัตถุ ก็สิ่งที่มนุษย์เรานั้นได้สร้างวัตถุนั้นขึ้นมาและตกถอดมาจนถึงปัจจุบัน อาจจะเป็น วัด เจดีย์ ถ้วยชาม พระพุทธรูป ที่เราเห็นตามโบราณสถานค่ะ ส่วนการแบ่งความสำคัญของหลักฐานประวัติศาสตร์นั้น ก็แยกเป็น 2 ประเภทเช่นกัน

หลักฐานทางประวัติศาสตร์
โบราณ
  1. หลักฐานชั้นต้นหรือหลักฐานปฐมภูมิ เป็นหลักฐานที่มาจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในสมัยนั้นจริง ๆ โดยมีการบันทึกของผู้ที่เกี่ยวกับเหตุการณ์โดยตรง หรือผู้ที่รู้เหตุการณ์นั้นด้วยตนเอง ดังนั้นหลักฐานช่วงต้น จึงเป็นหลักฐานที่มีความสำคัญและน่าเชื่อถือมากที่สุด เพราะบันทึกของบุคคลที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์หรือผู้อยู่ในเหตุการณ์บันทึกไว้ เช่น จดมายเหตุ คำสัมภาษณ์ เอกสารทางราชการ บันทึกความทรงจำ กฎหมาย หนังสือพิมพ์ ภาพยนตร์ สไลด์ วีดิทัศน์ แถบบันทึกเสียง โบราณสถาน แหล่งโบราณคดี โบราณวัตถุ
  2. หลักฐานชั้นรองหรือหลักฐานทุติยภูมิ เป็นหลักฐานที่เขียนขึ้นโดยบุคคลที่ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์นั้นโดยตรง โดยมีการเรียบเรียงขึ้นภายหลังจากเกิดเหตุการณ์นั้น ๆ ส่วนใหญ่อยู่ในรูปของบทความทางวิชาการและหนังสือต่าง ๆ เช่น พงศาวดาร ตำนาน บันทึกคำบอกเล่า ผลงานทางการศึกษาค้นคว้าของนักวิชาการ สำหรับหลักฐานชั้นรองนั้นมีข้อดี คือ มีความสะดวกและง่ายในการศึกษาทำความเข้าใจ เนื่องจากเป็นข้อมูลได้ผ่านการศึกษาค้นคว้า ตรวจสอบข้อมูล วิเคราะห์เหตุการณ์และอธิบายไว้อย่างเป็นระบบ โดยนักประวัติศาสตร์มาแล้ว
    เรื่องราวประวัติศาสตร์เป็นสิ่งที่คนรุ่นก่อนนั้นได้สร้างไว้และก็เป็นความพยายามของคนรุ่นใหม่ ที่พยายามศึกษาและเรียนรู้เกี่ยวกับอดีต จึงทำให้คุณค่าของความเป็นโบราณ ประวัติศาสตร์จึงมีความสำคัญในการศึกษาพฤติกรรมของมนุษย์แต่ละช่วงกาลเวลาที่เกิดเหตุการณ์และพฤติกรรมของมนุษย์ในสมัยก่อน